วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กรณีไม่ยอมให้ตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒
             "มาตรา ๕๘/๑  ในกรณีจำเป็นและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในเคหสถาน สถานที่ใด ๆ หรือยานพาหนะ ให้พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจตรวจ หรือทดสอบ หรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวอยู่ในร่างกายหรือไม่
              พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ตำแหน่งใด ระดับใด หรือชั้นยศใด จะมีอำนาจหน้าที่ตามที่ได้กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่งทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือจะต้องได้รับอนุมัติจากบุคคลใดก่อนดำเนินการ ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ โดยทำเอกสารมอบหมายให้ไว้ประจำตัวพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายนั้น
              วิธีการตรวจหรือการทดสอบตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ ในประกาศดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีมาตรการเกี่ยวกับการแสดงความบริสุทธิ์ของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ และมาตรการเกี่ยวกับการห้ามเปิดเผยผลการตรวจหรือทดสอบแก่ผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่ปรากฏผลเบื้องต้นเป็นที่สงสัยว่ามียาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกาย จนกว่าจะได้มีการตรวจยืนยันผลเป็นที่แน่นอนแล้ว"
              (มาตรา ๕๘/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๕)

            "มาตรา ๙๒/๑ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามมาตรา ๕๘/๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท"
             (มาตรา ๙๒/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๕)

            (ข้อพิจารณา.-  ตามมาตรา ๕๘/๑ วรรคสอง  รัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวอยู่ในร่างกายหรือไม่ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๘๔) พ.ศ. ๒๕๔๖ เรื่อง กําหนดอํานาจหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
            รัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ตำแหน่งใด ระดับใด มีอำนาจตรวจ หรือทดสอบ หรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวอยู่ในร่างกายหรือไม่ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๘๓) พ.ศ. ๒๕๔๖ เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และกําหนดอํานาจหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
            ตามมาตรา ๕๘/๑ วรรคสาม วิธีการตรวจหรือการทดสอบตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาไว้แล้ว ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมียาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกายหรือไม่ (ดูที่นี่)
            ดังนั้น บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวอยู่ในร่างกายหรือไม่นั้น ย่อมมีความผิดตามมาตรา ๕๘/๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท)

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดมีน้ำหนักน้อย

คำชี้ขาดความเห็นแย้งความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 333/2554)
ป.วิ.อ. พยานบอกเล่า พยานซัดทอด (มาตรา 227/1)
               ร้อยตำรวจเอก ส. ผู้กล่าวหา กับพวกให้การว่าได้ร่วมกันล่อซื้อจับกุมผู้ต้องหาที่ 1 พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 30 เม็ด ของกลางรายการที่ 1 , ยาไอซ์ จำนวน 4 ถุง ของกลางรายการที่ 2 – ที่ 5 และยาไอซ์ จำนวน 4 ถุง ของกลางรายการที่ 6 – ที่ 9
               โดยผู้ต้องหาที่ 1 รับว่าได้รับยาเสพติดของกลางดังกล่าวมาจากผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 เพื่อนำไปส่งให้แก่ลูกค้า ประกอบกับชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาที่ 1 ให้การรับว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนและยาไอซ์ของกลางรายการที่ 1 – ที่ 5 มาจากผู้ต้องหาที่ 3 และรับยาไอซ์ของกลางรายการที่ 6 – ที่ 9 มาจากผู้ต้องหาที่ 2 เพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าบริเวณที่เกิดเหตุ โดยได้เงินค่าจ้างจากผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 คนละ 1,000 บาท โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงสนับสนุนการกระทำความผิดของผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 อีก
               คำให้การชั้นสอบสวนของผู้กล่าวหากับพวกและผู้ต้องหาที่ 1 ดังกล่าว เป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยเฉพาะคำให้การของผู้ต้องหาที่ 1 เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน จึงมีน้ำหนักน้อย เมื่อคดีไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ จึงไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้
               ส่วนการที่ผู้ต้องหาที่ 1 ได้เขียนคำรับสารภาพพาดพิงว่าผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมกันในการกระทำความผิดและชี้ยืนยันภาพถ่ายของผู้ต้องหาที่ 2 และ ที่ 3 ยังไม่อาจถือเป็นพยานหลักฐานอื่นที่จะนำมารับฟัง ประกอบคำซัดทอดเพื่อยืนยันความผิดของผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 พยานหลักฐานที่ปรากฏตามทางสอบสวนยังไม่มั่นคงพอที่จะรับฟังว่า ผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

คำชี้ขาดความเห็นแย้งฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 248/2554)
ป.วิ.อ. การรับฟังพยานซัดทอด (มาตรา 227/1)
             คำให้การซัดทอดของนาย ช. แม้ไม่มีกฎหมายห้ามรับฟัง แต่ก็เป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อย ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง กรณีจะให้มีน้ำหนักรับฟังได้จะต้องมีพยานแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับการกระทำความผิด ที่มีน้ำหนักให้เชื่อถือได้ประกอบคำให้การซัดทอด
             คดีนี้ตามบันทึกการจับกุม นาย ช. ให้การรับสารภาพ แต่ไม่ได้บันทึกว่านาย ช. ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากใคร โดยนาย ช. มาให้การในชั้นสอบสวน และให้การในคดีนี้เพื่อขอรับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 โดยอาศัยหลักฐานจากเครื่องโทรศัพท์ของนาย ช. ที่มีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ต้องหาที่ 1 บันทึกไว้ เมื่อได้มีคำสั่งสอบสวนเพิ่มเติมให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างนาย ช. กับผู้ต้องหาที่ 1 ช่วงวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 แต่ผู้ให้บริการโทรศัพท์แจ้งว่าไม่สามารถทำการตรวจสอบได้
             ดังนั้น พยานหลักฐานโทรศัพท์ของนาย ช. และบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ต้องหาที่ 1 จึงไม่อาจแสดงได้ว่านาย ช.ได้มีการติดต่อกับผู้ต้องหาที่ 1 ในช่วงวันเวลาที่มีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกัน จึงเป็นพยานแวดล้อมที่ห่างไกลกับการกระทำผิด
             ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ทำการตรวจสอบบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาทั้งสองและเครือญาติ ไม่ปรากฏหลักฐานการฝากถอนเงินในบัญชีธนาคารที่ผิดปกติ ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกจับกุมและถูกสอบสวนในวันเดียวกัน ซึ่งผู้ต้องหาที่ 2 ให้การปฏิเสธ ประกอบกับนาย ช. ได้ดูภาพถ่ายของผู้ต้องหาที่ 1 แล้ว ให้การเพียงว่าคล้ายคลึงกับนาย ท. ที่ติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนอย่างมาก
             คดีนี้จึงไม่มีพยานแวดล้อมเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นการกระทำผิดของผู้ต้องหาทั้งสองตามคำให้การของนาย ช. พยานหลักฐานจึงไม่พอฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

พยานเดี่ยวมีน้ำหนักน้อย

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๙๔๗/๒๕๕๔
ป.วิ.อ. การรับฟังพยาน  พยานเบิกความขัดกันเอง (มาตรา ๒๒๗)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ (มาตรา ๑๕ , ๖๖)
               เจ้าพนักงานตํารวจจับกุมจําเลยและยึดเมทแอมเฟตามีน จํานวน ๑๐๐ เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ ๑ เครื่อง เป็นของกลาง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยนําสืบต่อสู้ว่าถูกกลั่นแกล้งและไม่มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยอย่างที่พยานโจทก์กล่าวอ้าง การที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะถูกทำร้าย
              ร้อยตํารวจเอก ก. กับดาบตํารวจ อ. เป็นประจักษ์พยานรู้เห็นการจับกุมจำเลยในคดีล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจําเลยด้วยกัน ร้อยตํารวจเอก ก. เบิกความว่า เมื่อจับกุมจำเลยได้แล้วผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานได้ขึ้นไปตรวจค้นห้องพักของจําเลยไม่พบเมทแอมเฟตามีน แต่ดาบตำรวจ อ. กลับเบิกความว่า พยานพร้อมกับจําเลยได้ขึ้นไปตรวจค้นห้องพักของจําเลยพบเศษเมทแอมเฟตามีนอยู่ในห้องมากพอสมควร พยานได้ยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวส่งให้แก่ร้อยตํารวจเอก ก.
              พยานทั้งสองปากเป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ทําหน้าที่สืบสวนจับกุมความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ น่าจะต้องรู้ดีว่าเมทแอมเฟตามีนที่พบเป็นพยานหลักฐานอันสําคัญที่จะพิสูจน์การกระทําความผิดของจำเลย ไม่น่าที่ร้อยตำรวจ ก. จะไม่ใส่ใจจนถึงกับจําไม่ได้ และเบิกความว่าไม่มีสิ่งของผิดกฎหมายในห้องพักของจำเลย คำเบิกความของพยานสองปากขัดกันในสาระสําคัญ
              การล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนคดีนี้ นัดส่งมอบกันบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งอยู่นอกเขตรับผิดชอบของสถานีตํารวจที่ร้อยตํารวจเอก ก. สังกัดอยู่ การออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตรับผิดชอบต้องกระทําด้วยความระมัดระวังและต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานตํารวจเจ้าของพื้นที่ทราบเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติการต้องบันทึกการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวให้เป็นหลักฐานเพื่อให้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของตนไว้ในบันทึกประจําวันของส่วนราชการของตนด้วย แต่ร้อยตํารวจเอก ก. กลับกระทำโดยไม่ได้มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ไม่มีการแจ้งให้เจ้าพนักงานตํารวจเจ้าของพื้นที่ทราบเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและเกิดเหตุขัดแย้งกันขึ้นได้ โดยอ้างว่าเป็นสายลับให้ตํารวจเจ้าของพื้นที่เกรงว่าจะมีการช่วยเหลือกันทั้ง ๆ ที่ ร้อยตำรวจเอก ก. เบิกความว่า ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนแล้วจะทราบได้อย่างไรว่าจําเลยเคยเป็นสายลับ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงขัดแย้งกันเองและขัดต่อเหตุผลเป็นพิรุธมีเหตุอันควรสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย และฟังไม่ได้ว่ามีการล่อซื้อได้เมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๔๒๘/๒๕๕๓
ป.วิ.อ. การรับฟังพยาน พยานเดี่ยว (มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง)
              เจ้าพนักงานตำรวจที่ไปร่วมจับกุมจำเลยตามบันทึกการจับกุม มีจำนวนถึง ๑๒ คน แต่มีสิบตำรวจตรี ส. ไปซุ่มดูการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเพียงคนเดียว โดยไม่มีเหตุผลว่า เหตุใดจึงมิให้เจ้าพนักงานตำรวจคนอื่น ได้รู้เห็นเหตุการณ์ในฐานะประจักษ์พยานด้วย เมื่อสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานอีกหนึ่งปาก โจทก์ก็ไม่ได้อ้างและนำสืบ ดังนี้ ย่อมเป็นการนำสืบพยานเดี่ยวในกรณีที่สามารถนำสืบพยานคู่ได้ ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสตรวจสอบด้วยการถามค้าน คำเบิกความของสิบตำรวจตรี ส. จึงมีน้ำหนักน้อย
              ส่วนการตรวจค้นบ้าน และพบเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๑๐ เม็ด กับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน ๒๐๐ บาท ปรากฏจากคำเบิกความว่ามีเพียงสิบตำรวจตรี ว. และสิบตำรวจตรี ช. เพียงสองคน แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำสิบตำรวจตรี ช. มาเป็นพยาน ซึ่งเป็นการนำสืบพยานเดี่ยวในกรณีที่สามารถนำสืบพยานคู่ได้ ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสตรวจสอบด้วยการถามค้านเช่นกัน คำเบิกความของสิบตำรวจตรี ว. จึงมีน้ำหนักน้อย
              ก่อนทำการตรวจค้น จำเลยได้ขอให้นาย ย. ผู้ใหญ่บ้านมาเป็นพยาน แต่เจ้าพนักงานตำรวจกลับทำการตรวจค้นไปก่อน ขณะที่ภริยาของจำเลยไปตามนาย ย. จริง แม้ธนบัตรของกลาง ๒๐๐ บาท ที่ตรวจพบจะมีหมายเลขตรงกับสำเนาภาพถ่ายรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีก็ตาม แต่เนื่องจากเอกสารรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงานตำรวจ จึงไม่อาจฟังได้สนิทใจว่า จะไม่มีการลงรายละเอียดในภายหลัง ดังนั้น การตรวจค้นและยึดเมทแอมเฟตามีนกับธนบัตร ๒๐๐ บาท ของกลาง ยังมีความน่าสงสัยอยู่ว่าจะเป็นของจำเลยหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีความน่าสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย