วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ส. กรณีสถานประกอบการขนส่งสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์

       วิธีปฏิบัติตาม ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กำหนดมาตรการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ ลงวันที่ 9  มีนาคม 2565 ในกรณี “สถานที่หรือที่เก็บสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งใช้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์” มีรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติ กล่าวคือ

        # ให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ ปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
           (1) ควบคุม สอดส่อง และดูแล ไม่ให้พนักงานของสถานประกอบการหรือบุคคลภายนอกกระทำการหรือมั่วสุมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในหรือบริเวณสถานประกอบการ
           (2) พิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่ไม่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเข้าเป็นพนักงาน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงผู้เสพยาเสพติดซึ่งได้รับการบำบัดการติดยาเสพติดและฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ติดยาเสพติดให้กลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว และจัดอบรมพนักงานของตนให้มีความเข้าใจในการป้องกันการใช้ยาเสพติดอย่างสม่ำเสมอ
          (3) จัดทำบันทึกประวัติของพนักงานไว้ประจำสถานประกอบการ โดยบันทึกประวัตินี้อย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและนามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ และภูมิลำเนาของพนักงาน
          (4) ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในการแจ้ง เมื่อพบว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือให้ข้อมูล ข่าวสารหรือพฤติการณ์ต่าง ๆ ของบุคคลซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยหรือควรเชื่อได้ว่าจะกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการของตน และอำนวยความสะดวกในการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดียาเสพติด

       # ให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ ปฏิบัติดังต่อไปนี้
          (1) เมื่อรับมอบสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์จากผู้ส่งหรือผู้ฝาก แล้วแต่กรณี ให้จัดทำบันทึกรายละเอียดชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชนหรือเลขหนังสือเดินทางของผู้ส่งหรือผู้ฝากนั้นรวมทั้งบันทึกรายละเอียดของผู้รับสิ่งของหรือผู้รับแทนในทำนองเดียวกันด้วยเมื่อได้มีการส่งมอบสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์นั้น การบันทึกอาจจัดทำเป็นเอกสารหรือข้อมูลในระบบสารสนเทศ หรือวิธีการอื่นใดที่สามารถให้ข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลได้ ในกรณีได้จัดทำใบกำกับของหรือใบตราส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ถือเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของบันทึกดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ให้จัดเก็บไว้เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 180 วัน นับแต่วันที่ได้จัดทำบันทึก
         (2) ในกรณีพบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามียาเสพติดซุกซ่อนในสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์ในหรือบริเวณสถานประกอบการซึ่งอยู่ในความดูแล ให้แจ้งเหตุโดยเร็วที่สุดและหากพบยาเสพติดให้จัดส่งบันทึกตามที่กำหนดไว้ใน (1) ต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ภายใน 15 วัน นับแต่ได้ทราบถึงเหตุนั้น

        # ให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดทำป้ายหรือประกาศเตือนเกี่ยวกับพิษภัยหรืออัตราโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ให้แจ้งข้อความให้ผู้ส่งหรือผู้ฝากสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์และผู้รับสิ่งของดังกล่าวทราบว่ายาเสพติดเป็นสิ่งของผิดกฎหมายและต้องห้ามในการขนส่งโดยเด็ดขาด สิ่งของที่เกี่ยวข้องอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมายได้ โดยปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
         (1) ปิดประกาศซึ่งข้อความดังกล่าวในบริเวณสถานที่หรือที่เก็บสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์ซึ่งใช้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์ หรือ
         (2) พิมพ์หรือประทับข้อความดังกล่าวบนใบกำกับของหรือใบตราส่งหรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

        # ในกรณีที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการใด ให้จัดทำบันทึกรายงานพร้อมความเห็นเสนอต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาภายใน 5 วันนับแต่วันที่ตรวจพบ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนให้จัดทำบันทึกรายงานพร้อมความเห็นเสนอต่อเลขาธิการ ป.ป.ส. เพื่อพิจารณาภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ตรวจพบ เมื่อคณะอนุกรรมการได้รับบันทึกรายงาน ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ หากคณะอนุกรรมการโดยมติเสียงข้างมากเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ ก็ให้ทำรายงานและความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ส. เพื่อพิจารณาว่าควรมีคำสั่งปิดชั่วคราวหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบการของสถานประกอบการนั้นต่อไป 

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการจำหน่าย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18982/2555
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง, ม. 66 วรรคสอง
                จำเลยนั่งรถยนต์ที่มี ร. เป็นผู้ขับ เพื่อส่งเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ เมื่อถึงจุดนัดหมาย ร. จอดรถสายลับเดินไปทางด้านซ้ายของรถที่จำเลยนั่งอยู่แล้ว ร้อยตำรวจเอก ส. พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า เห็นสายลับเดินไปที่รถยนต์เก๋งทางด้านซ้ายที่จำเลยนั่งแล้วกระจกรถด้านซ้ายลดลง สายลับพูดคุยกับคนในรถแล้วคนในรถส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ และสายลับส่งธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้แก่คนในรถ 
                การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง หากจำเลยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีน ร. ย่อมไม่กล้ากระทำโดยเปิดเผยให้จำเลยได้รู้เห็น ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่า ร. ได้ชวนจำเลยให้นั่งรถมาเป็นเพื่อนโดยบอกว่าจะเอาเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ลูกค้า แสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ร. จะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่สายลับ  หากจำเลยมิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง สายลับก็ต้องเดินไปหา ร. ซึ่งเป็นคนขับ ตามพฤติการณ์บ่งชี้ว่า จำเลยรู้เห็นในการจำหน่ายและได้ช่วยเหลือในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีน จนทำให้การซื้อขายเป็นผลสำเร็จ อันถือได้ว่าจำเลยช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ร. ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2566

ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน

คำพิพากษาฎีกาที่ 3248/2565

               พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 7 กำหนดให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่อ้างถึงบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ให้ถือว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นอ้างบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ในมาตราที่มีนัยเช่นเดียวกัน 
               เมื่อ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง อ้างถึง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 จึงถือว่าอ้างถึงประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ด้วย อันเป็นบทกำหนดความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในการเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ อีกหนึ่งในสาม ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3


หมายเหตุ - พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท อีกหนึ่งในสาม และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้น มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่"

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2565

การจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานยาเสพติด

การจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานยาเสพติด

                ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้แจ้งความนำจับ เงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ และเงินช่วยเหลือในการปฏิบัติงานยาเสพติด พ.ศ. 2561 และแก้ไขเพิ่มเติมโดย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้แจ้งความนำจับ เงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ และเงินช่วยเหลือในการปฏิบัติงานยาเสพติด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563  ซึ่งในบทความนี้ขอสรุปสาระสำคัญ เฉพาะฉบับที่ 2 กับฉบับที่ 3  ดังนี้
               ข้อ 2  ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 
               ข้อ 3  กำหนดบทนิยามคำว่า "เงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่" หมายความว่า เงินที่จ่ายให้แก่เจ้าพนักงานผู้สืบสวนจับกุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือตรวจยึดยาเสพติด รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินการจนนำไปสู่การจับกุมหรือตรวจยึดยาเสพติด โดยเป็นข้าราชการตำรวจตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบเท่าลงมา ข้าราชการทหารตำแหน่งรองผู้บังคับการกรมหรือเทียบเท่าลงมา ข้าราชการพลเรือนระดับชำนาญการพิเศษหรือเทียบเท่าลงมา ซึ่งได้ลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุมหรือตรวจยึดยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง เจ้าพนักงานผู้สืบสวนจับกุมหรือพนักงานสอบสวน ที่สามารถสืบสวนสอบสวนขยายผลจนจับกุมผู้ต้องหาความผิดได้เพิ่มขึ้น  <*เห็นว่า ผู้จับกุมที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกจะไม่ได้รับ ส่วนพนักงานผู้สืบสวนจับกุมกับพนักงานสอบสวนจะได้รับก็ต่อเมื่อเป็นการขยายผลจนจับกุมผู้ต้องหาได้เพิ่มขึ้น>
               ข้อ 4  เพิ่มบทนิยามคำว่า "การขยายผล" หมายความว่า การสืบสวน หรือสอบสวนขยายผลจากคดียาเสพติดที่มีหรือเคยมีของเจ้าหน้าที่จนกระทั่งล่วงรู้ถึงและนำไปสู่การจับกุมเจ้าของยาเสพติด ผู้ร่วมกระทำความผิด ผู้สั่งการ หรือนายทุนในคดียาเสพติดรายสำคัญ  <*เห็นว่า การขยายผล เริ่มต้นจากคดียาเสพติดที่มีอยู่แล้ว พนักงานสอบสวนกับพนักงานสืบสวนได้รับคดีนี้มาทำจนจับกุมผู้ต้องหาได้เพิ่มขึ้น>
                         "คดียาเสพติดรายสำคัญ" สรุปได้ว่า มีลักษณะการกระทำผิดอยู่ 6 ประเภท 
               ข้อ 5  ยกเลิกข้อ 16 แห่งระเบียบเดิม (กรณีกัญชา) 
               ข้อ 6  แก้ไขข้อ 18 แห่งระเบียบเดิม กำหนดเงินค่าตอบแทนเป็นร้อยละของจำนวนเงินที่คำนวณได้จากปริมาณยาเสพติด (ถูกแก้ไขโดยฉบับที่ 3 แล้ว) 
               ข้อ 7  แก้ไขวรรคสองของ (1) ของข้อ 19 แห่งระเบียบเดิมว่า "ทั้งนี้ ให้จ่ายเงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ แก่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี โดยให้นับเป็นเจ้าพนักงานผู้สืบสวนจับกุมหนึ่งคน ไม่ว่าจะมีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีกี่คนก็ตาม เมื่อสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้เพิ่มขึ้นจากคดีแรก"  <*เห็นว่าเมื่อพนักงานสอบสวนกับเจ้าพนักงานผู้สืบสวนได้ดำเนินการขยายผลจนออกหมายจับแล้วจะต้องจับกุมผู้ต้องหาให้เพิ่มขึ้นด้วยจึงจะได้เงินค่าตอบแทน>
               ข้อ 8  เพิ่มข้อ 19/1 กรณีมีการขยายผลและแบ่งเงินค่าตอบแทน (ถูกแก้ไขโดยฉบับที่ 3 แล้ว) 
               ข้อ 9  กรณีจำหน่ายยาเสพติดให้แก่เด็กหรือเยาวชนในหมู่บ้าน ชุมชน ให้จ่ายค่าตอบแทนเพิ่มอีกคดีหนึ่งไม่เกิน 5,000 บาท 
               ข้อ 10 - ข้อ 14  เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมในการขอรับเงินค่าตอบแทนในคดียาเสพติด

               ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้แจ้งความนำจับ เงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ และเงินช่วยเหลือในการปฏิบัติงานยาเสพติด (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2564  สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ 
               ข้อ 1  ชื่อระเบียบฯ  
               ข้อ 2  มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มีผลตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2564) 
               ข้อ 3  แก้ไขบทนิยาม "คดียาเสพติดรายสำคัญ" สรุปว่า ได้แก่ ฐานผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจะต้องมีพฤติการณ์ เป็นคดีที่เลขาธิการ ป.ป.ส. มีคำสั่งอนุมัติให้จับกุมข้อหาสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและนำไปสู่การขยายผลริบทรัพย์สินตามที่เลขาธิการ ป.ป.ส. มีคำสั่งโดยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท หรือ เป็นคดีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 
               ข้อ 4  แก้ไขข้อ 18 แห่งระเบียบเดิม สรุปได้ว่า ให้จ่ายเงินค่าตอบแทนเป็นร้อยละของจำนวนเงินที่คำนวณได้จากปริมาณยาเสพติด เมื่อเจ้าพนักงานได้ดำเนินคดีตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้  
                         (1)  คดีที่ยึดได้แต่ยาเสพติด จะจ่ายค่าตอบแทนต่อเมื่อศาลออกหมายจับ และเลขาธิการ ป.ป.ส. มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท โดยให้จ่ายเงินค่าตอบแทนร้อยละ 50 
                                ในกรณีตามวรรคหนึ่ง หากสามารถขยายผลได้ ให้จ่ายเงินค่าตอบแทน สรุปได้ดังนี้  
                                (ก) ขยายผลไปจับกุมเจ้าของยาเสพติด หรือผู้ร่วมกระทำความผิดรายอื่น ๆ ให้จ่ายเงินอีกร้อยละ 25 เมื่อพนักงานอัยการสั่งฟ้อง 
                                (ข) ขยายผลไปจับกุมเครือข่ายยาเสพติดเป็นคดียาเสพติดรายสำคัญคดีใหม่ ให้จ่ายเงินอีกร้อยละ 25 เมื่อพนักงานอัยการสั่งฟ้อง 
                         (2)  คดีที่ยึดยาเสพติดและจับกุมผู้ต้องหาได้ ให้จ่ายเงินค่าตอบแทนร้อยละ 50 เมื่อพนักงานอัยการสั่งฟ้อง แต่ถ้าสั่งไม่ฟ้อง ให้จ่ายเงินค่าตอบแทนร้อยละ 25 
                                ในกรณีตามวรรคหนึ่ง หากสามารถขยายผลได้ ให้จ่ายเงินค่าตอบแทน สรุปได้ดังนี้ 
                                (ก) ขยายผลไปจับกุมเจ้าของยาเสพติดหรือผู้ร่วมกระทำความผิดรายอื่น ๆ ให้จ่ายเงินอีกร้อยละ 25 เมื่อพนักงานอัยการสั่งฟ้อง  
                                (ข) ขยายผลไปจับกุมเครือข่ายยาเสพติดเป็นคดียาเสพติดรายสำคัญคดีใหม่ ให้จ่ายเงินอีกร้อยละ 25 เมื่อพนักงานอัยการสั่งฟ้อง 
                               ทั้งนี้ กรณีตาม (1) วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ก) และ (ข) หรือ (2) วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ก) และ (ข) เมื่อรวมกันแล้วให้จ่ายเงินค่าตอบแทนได้ไม่เกินร้อยละ 100 
               ข้อ 5  แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 19/1 แห่งระเบียบเดิม ในกรณีที่มีการขยายผลตามข้อ 18 (1) วรรคสอง (ก) หรือ (ข) หรือ ข้อ 18 (2) วรรคสอง (ก) หรือ (ข) ให้จ่ายเงินค่าตอบแทนแก่เจ้าพนักงานผู้สืบสวนจับกุมหรือพนักงานสอบสวนโดยแบ่งเท่า ๆ กันทุกคน  <*เห็นว่า พนักงานสอบสวนหรือผู้สืบสวนจับกุมจะไม่ได้รับเงินตามข้อ 18 (1) วรรคหนึ่ง และข้อ 18 (2) วรรคหนึ่ง ถ้าหากไม่มีการขยายผลจนจับกุมได้ตามเงื่อนไขดังกล่าว แต่ถ้าเข้าเงื่อนไข เงินตอบแทนเฉพาะส่วนนี้ให้แบ่งเท่ากันทุกคน> 
               ข้อ 6  แก้ไขเพิ่มเติมวรรคหนึ่งของข้อ 29 แห่งระเบียบเดิม สรุปได้ว่า การยื่นคำขอรับเงินค่าตอบแทนตามข้อ 18 ให้ยื่นภายในกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเกี่ยวกับคดี แต่หากเป็นกรณีศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิดและเลขาธิการ ป.ป.ส. มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดฯ ให้ยื่นภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิดฯ และเลขาธิการ ป.ป.ส. มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินฯ
               ข้อ 7  คำขอรับเงินค่าตอบแทนที่ยื่นหรือดำเนินการไปแล้วก่อนระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้เป็นไปตามระเบียบเดิมก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

หมายเหตุ  <*เห็นว่า ...................>   คือ  ส่วนที่เป็นการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการของผู้เขียนบทความเอง

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

รวมกฎหมายและระเบียบว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ

 พระราชบัญญัติ



-  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๒๘(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๐(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๓(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๕(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๕๖๐(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ.๒๕๖๒(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๕๖๔(ยกเลิก)

-  พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.๒๕๑๙(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๔(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๔๓(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๕(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๓(ยกเลิก)

-  พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.๒๕๑๘(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๒๘(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๕(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๓(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ.๒๕๓๓ พ.ศ.๒๕๔๒(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ.๒๕๓๓ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๓(ยกเลิก)
-  พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ.๒๕๓๓ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๕๐(ยกเลิก)

-  พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ.๒๔๙๕

-  พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.๒๕๓๕

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
-  ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๘/๒๕๕๗ เรื่อง การปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยว่ากระทำผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟูและการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗(ยกเลิก)
-  ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๙/๒๕๕๗ เรื่อง  การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗(ยกเลิก)
-  ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑๖/๒๕๕๗ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗(ยกเลิก)
-  คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๖๑ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมบัญชีท้ายประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ฉบับที่ ๑๐๘) ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗(ยกเลิก)

วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อธิบาย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560

             พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๕๖๐  ได้แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ดังนี้

             ๑.  ให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา ๑๕  แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๕  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                  จากเดิม “การผลิต  นําเข้า  ส่งออก  หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท  ๑  ตามปริมาณ ดังต่อไปนี้  ให้ถือว่าเป็นการผลิต  นําเข้า  ส่งออก  หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย"
                  แก้ไขเป็น  "การผลิต  นําเข้า  ส่งออก  หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท  ๑  ตามปริมาณ ดังต่อไปนี้  ให้สันนิษฐานว่าเป็นการผลิต  นําเข้า  ส่งออก  หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย"

             ๒.  ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๑๗  แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                  จากเดิม “การมียาเสพติดให้โทษในประเภท  ๒  ไว้ในครอบครองคํานวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ หนึ่งร้อยกรัมขึ้นไป  ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย”
                  แก้ไขเป็น “การมียาเสพติดให้โทษในประเภท  ๒  ไว้ในครอบครองคํานวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ หนึ่งร้อยกรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย”

             ๓.  ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๒๖  แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                   จากเดิม “การมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๔  หรือในประเภท ๕  ไว้ในครอบครองมีปริมาณตั้งแต่ สิบกิโลกรัมขึ้นไป  ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย”
                   แก้ไขเป็น “การมียาเสพติดให้โทษในประเภท  ๔  หรือในประเภท  ๕  ไว้ในครอบครองมีปริมาณตั้งแต่ สิบกิโลกรัมขึ้นไป  ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย”

(หมายเหตุ.-  แต่เดิมการมียาเสพติดให้โทษเกินปริมาณที่กําหนดไว้ ให้ถือเป็นเด็ดขาดว่าผู้นั้นกระทําเพื่อจําหน่าย โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้พิจารณาจากพฤติการณ์หรือคํานึงถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้กระทําความผิดและไม่ได้ให้สิทธิ ผู้ต้องหาหรือจําเลยในการพิสูจน์ความจริงในคดี จึงแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติดังกล่าวให้มีลักษณะเป็นเพียง ข้อสันนิษฐาน  เพื่อให้ผู้ต้องหาหรือจําเลยมีโอกาสพิสูจน์ความจริงได้
                   -  บทบัญญัติมาตรา ๑๕ วรรคสาม  มาตรา ๑๗ วรรคสอง  และมาตรา ๒๖ วรรคสอง  แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้  ไม่ให้ใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  และให้นํากฎหมาย ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  บังคับแก่คดีดังกล่าวต่อไปจนกว่าคดีถึงที่สุด
                   -  คดีซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายยื่นคําแถลงขอสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่าการกระทําของจําเลยเป็นการกระทํา เพื่อจําหน่ายหรือไม่  ก็ให้ศาลสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร)

วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

คณะอนุกรรมการฟื้นฟูฯ มีอำนาจส่งตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11479/2556
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19, 24
             ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่าจะต้องเป็นบุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยต้องมีคุณสมบัติสำคัญว่าจะต้องไม่ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล และผลการตรวจพิสูจน์ต้องเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จึงจะมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
             หากภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์หรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดนั้นต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก ให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 24 หรือถ้าผลการตรวจพิสูจน์ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 22 วรรคสาม หรือในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง
             ซึ่งเป็นการกำหนดคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด รวมทั้งการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีหากบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ หรือแม้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ โดยให้อำนาจคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ หรือให้ศาลเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งแล้วแต่ข้อเท็จจริงจะปรากฏในขั้นตอนใด
             โดยไม่มีบทบัญญัติใดที่ระบุว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 แล้ว ในการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีเพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือเพราะเหตุอื่น จะต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาสั่งเท่านั้น ส่วนการพิจารณาสั่งของศาลตามมาตรา 24 เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลเอง หรือศาลได้รับแจ้งจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือพนักงานสอบสวนแล้วแต่กรณี
             การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

(ข้อพิจารณา.-  คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มีอำนาจส่งตัวบุคคลที่เข้ารับการฟื้นฟูฯ กลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปได้ โดยไม่ต้องมีคำสั่งศาล)

(ข้อกฎหมาย.- พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545  
              มาตรา 19  ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้
             ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้ต้องหามีอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ ให้พนักงานสอบสวนนำตัวส่งศาลเพื่อมีคำสั่งให้ตรวจพิสูจน์ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน
             การส่งไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ให้ศาลพิจารณาส่งตัวไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์ที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือการควบคุมตัวตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยคำนึงถึงอายุ เพศ และลักษณะเฉพาะบุคคลประกอบด้วย แล้วให้ศาลแจ้งคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทราบ
             ในระหว่างการตรวจพิสูจน์และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้พนักงานสอบสวนดำเนินกระบวนการสอบสวนคดีต่อไป และเมื่อสอบสวนเสร็จให้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องส่งผู้ต้องหาไปด้วย และแจ้งให้ทราบว่าผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ ณ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัวอย่างแห่งใด
            ในระหว่างที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือขอผัดฟ้องตามกฎหมาย

            มาตรา 24  ในกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์หรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดนั้นต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก ให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป)

วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

สารบัญ คดียาเสพติดให้โทษ

บทกฎหมายและฐานความผิด
                -  รวมกฎหมายและระเบียบว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
                -  อธิบาย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560
                -  บทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 1  
                -  ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน
                -  กรณีผู้ขับขี่เสพกัญชา
                -  การครอบครองยาเสพติดไว้เพื่อจำหน่าย
                -  พยายามจำหน่ายยาเสพติด
                -  จำหน่ายยาเสพติดให้แก่ผู้กระทำผิดด้วยกันเอง
                -  ฐานผลิตยาเสพติดให้โทษโดยวิธีการแบ่งบรรจุ
                -  บรรยายฟ้อง ความผิดหลายกรรม
                -  ยาเสพติดประเภทเดียวกันเป็นความผิดกรรมเดียว
                -  ประกาศ คสช. ฉบับที่ 109/2557 (แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายยาเสพติด)

การจับกุม ตรวจยึด และตรวจค้น
                -  อำนาจควบคุมผู้ถูกจับไว้ก่อน 3 วัน
                -  การค้นตามลำพัง ไม่ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
                -  หลักฐานการบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์
                -  หลักฐานธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อยาเสพติด
                -  ของกลางอันพึงต้องริบ
                -  การประสานงานคดียาเสพติดรายสำคัญ
                -  คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 23/2558 (อำนาจทหาร)
                -  เมื่อผู้ถูกจับประสงค์ให้ข้อมูลที่สำคัญ

การตรวจพิสูจน์และส่งของกลางเบื้องต้น
                -  กรณีไม่ยอมให้ตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย
                -  กรณีตรวจไม่พบเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะ
                -  ระยะเวลาส่งของกลางตรวจพิสูจน์และวิธีพิจารณาคดียาเสพติด
                -  ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ.2537

การทำสำนวนการสอบสวน
                -  การจับและค้นพบของกลางต่างท้องที่แต่แยกเป็นสองคดี
                -  แยกคดีเสพออกจากคดีจำหน่าย
                -  การจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานยาเสพติด

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติด
                -  กฎกระทรวงว่าด้วยยาเสพติดที่ให้ฟื้นฟูฯ ได้ (พ.ศ.2546)
                -  ประกาศ คสช. ฉบับที่ 108/2557 (การปฏิบัติเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟู)
                -  ขั้นตอนการดำเนินคดีฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในชั้นสอบสวน
                -  คณะอนุกรรมการฟื้นฟูฯ มีอำนาจส่งตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดี
                -  กรณียื่นฟ้องผู้ต้องหาเป็นผู้ใหญ่ที่ฟื้นฟูไม่ผ่าน
                -  หนังสือ อสส. กำหนดแนวทางกรณีผู้ต้องหาเป็นเด็กฟื้นฟูไม่ผ่าน

การดำเนินคดีเกี่ยวกับมาตรการยึดทรัพย์
                -  ตัวการร่วม ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน
                -  ช่วยค้นหายาเสพติดหลังจากเจ้าพนักงานยึดไว้แล้ว
                -  ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ
                -  ข้อแตกต่างข้อหาสมคบและสนับสนุน
                -  กฎกระทรวงว่าด้วยการขออนุมัติจับกุม มาตรา 6,8
                -  ทรัพย์สินที่จะถูกริบตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ 
                -  ริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
                -  แนวทางประสานงานกรณีของกลางตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ
                -  ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พ.ศ.2542
                -  เจ้าพนักงานกระทำผิดต้องระวางโทษเป็น 3 เท่า

การดำเนินคดีฐานฟอกเงิน
                -  การฟอกเงินเกี่ยวกับยาเสพติด

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทรัพย์สินที่จะถูกริบตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ

 ทรัพย์สินที่จะถูกริบ
              ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔  ได้แก่
               ๑.  ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด
               ๒.  ทรัพย์สินของกลาง

ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด
              มีขั้นตอนการขอริบ ดังนี้ 
               ๑.  การตรวจสอบทรัพย์สิน  ได้แก่
                    (๑) ทรัพย์สินของผู้ต้องหา และ
                    (๒) ทรัพย์สินของผู้อื่น   โดย
                            -  คณะกรรมการเป็นผู้สั่งให้ตรวจสอบ
                            -  เลขาธิการ ป.ป.ส. สั่ง ในกรณีมีเหตุความจำเป็นเร่งด่วน
               ๒.  การยึดหรืออายัดทรัพย์สิน คณะกรรมการจะสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เมื่อเจ้าของทรัพย์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า ทรัพย์สินนั้น
                           -  ไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด หรือ
                           -  รับมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือ
                           -  ได้มาตามสมควรตามศีลธรรมอันดี หรือทางกุศลสาธารณะ
                     การยึดหรืออายัดจะสิ้นสุดเมื่อ
                           -  คณะกรรมการวินิจฉัยว่า ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด และมีคำสั่งให้คืน
                           -  พนักงานอัยการ มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี
                           -  ศาลมีคำพิพากษา ถึงที่สุดให้ยกฟ้อง
                           -  ศาลวินิจฉัยว่า ไม่เป็นทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดและมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินให้แก่จำเลยหรือผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน
               ๓.  การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด มีขั้นตอน คือ ประเมินราคา เก็บรักษา ขอผ่อนผันที่จะนำไปใช้ประโยชน์ นำออกขายทอดตลาด หรือใช้ประโยชน์ของทางราชการ ประเมินค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมสภาพ และคืนทรัพย์สิน
               ๔.  การพิจารณาในชั้นพนักงานอัยการ ถ้าสั่งฟ้อง จะต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์ไปพร้อมกับคำฟ้อง หรือก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา หรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในกรณีที่มีเหตุอันสมควรไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเว้นแต่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง เช่น พบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก
               ๕.  การพิจารณาในชั้นศาล หากคดีมีมูล ศาลจะสั่งริบทรัพย์สิน เว้นแต่ เจ้าของจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ศาลจะสั่งคืนทรัพย์สิน

ทรัพย์สินของกลาง
                ทรัพย์สินของกลาง ได้แก่ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือทรัพย์สินที่ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด มีขั้นตอน ดังนี้
                       -   พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ริบของกลาง
                       -   ประกาศหนังสือพิมพ์
                       -   ริบเมื่อพ้น ๓๐ วัน นับแต่ประกาศ
                ส่วนทรัพย์สินที่จะตกเข้ากองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คือ
                       -   ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด
                       -   ทรัพย์สินที่เป็นของกลาง
                       -   ทรัพย์สินที่ที่ตกเป็นของกองทุนโดยผลทางกฎหมาย

คําพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๘๖๘/๒๕๕๔
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔  มาตรา ๓๒
               เจ้าพนักงานตํารวจสถานีตํารวจภูธรอําเภอบางปะกง จับผู้คัดค้านที่ ๑ และนาย ณ. ได้ พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน ๑๕๐ เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ติดต่อ รถยนต์ยี่ห้อ บี.เอ็ม.ดับเบิ้ลยู จำนวน ๑ คัน กับเงินสด จำนวน ๓๓,๙๐๐ บาท เป็นของกลาง กล่าวหาว่าร่วมกับผู้คัดค้านที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
              ผู้คัดค้านที่ ๒ ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจําหน่ายเมทแอมเฟตามีน ผู้คัดค้านที่ ๒ เข้ามอบตัวและเจ้าพนักงานตํารวจยึดเงิน จำนวน ๔๔,๗๐๐ บาท และรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน บฉ ๙๗๒๖ ฉะเชิงเทรา ของผู้คัดค้านที่ ๒ ไว้
              ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ ๒ และไม่ริบของกลาง
              ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน    โจทก์ไม่ฎีกา
              คดีสําหรับผู้คัดค้านที่ ๒ ในคดีนี้ย่อมถึงที่สุด กรณีจึงต้องด้วยมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิด พ.ศ.๒๕๓๔ การยึดหรืออายัดทรัพย์ของผู้คัดค้านที่สอง ย่อมสิ้นสุดลง ศาลไม่มีอํานาจสั่งริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๒ กรณีไม่จําต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า เงิน ๔๔,๗๐๐ บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ รวมทั้งผู้คัดค้านที่ ๒ ได้เงินนี้มาโดยสุจริตหรือไม่ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อีกต่อไป

อำนาจควบคุมผู้ถูกจับไว้ก่อนสามวัน

บันทึก เรื่อง อำนาจในการควบคุมผู้ถูกจับของเจ้าพนักงาน
ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) เรื่องเสร็จที่ 858/2551
มาตรา 14 มาตรา 15 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519
มาตรา 5 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550
มาตรา 84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

             สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือที่ ตช ๐๐๓๑.๒๑๒/๕๘๑๔ ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับหนังสือหารือปัญหาจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เกี่ยวกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ กรณีการควบคุมตัวผู้ถูกจับตามมาตรา ๑๔ (๓) ไว้เพื่อทำการสอบสวนเป็นเวลาเกินสามวันได้หรือไม่ เนื่องจากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้บัญญัติกรณีดังกล่าวไว้ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ต่อมาบทบัญญัติมาตรา ๘๗ วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้ควบคุมผู้ถูกจับได้เพียงสี่สิบแปดชั่วโมง หากจำเป็นต้องควบคุมต่อไปให้นำตัวไปยังศาลเพื่อพิจารณาสั่งควบคุม จึงเป็นปัญหาในข้อกฎหมายว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. จะดำเนินการอย่างไร สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอหารือปัญหาข้อกฎหมาย ดังนี้
             ๑. เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถใช้อำนาจควบคุมผู้ถูกจับตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ก่อนส่งตัวผู้ถูกจับต่อพนักงานสอบสวนได้หรือไม่
             ๒. หากสามารถควบคุมตัวได้ตาม ๑. ถือเป็นอำนาจเฉพาะของผู้จับกุมไม่นับรวมอำนาจการควบคุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของพนักงานสอบสวน ถูกต้องหรือไม่
             ๓. เมื่อพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติในเรื่องการควบคุมผู้ถูกจับไว้โดยเฉพาะ แต่ได้บัญญัติให้นำบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้  ดังนั้น ผู้จับกุมจะต้องนำตัวผู้ถูกจับส่งพนักงานสอบสวนในทันทีตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือไม่ อย่างไร
             คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๐) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบกับคำชี้แจงของผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนกระทรวงยุติธรรม (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด) แล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความประสงค์ที่จะทราบหลักการและแนวทางการปฏิบัติในการควบคุมตัวผู้ถูกจับในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นกฎหมายใหม่ที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนวิธีพิจารณาในคดียาเสพติดไว้โดยเฉพาะ และส่งผลกระทบต่อทั้งสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๐) จึงเห็นสมควรตอบข้อหารือเพียงสองประเด็น โดยรวมประเด็นที่หนึ่งและประเด็นที่สองเข้าด้วยกัน ดังนี้
              ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า คำว่า เจ้าพนักงาน ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ หมายความว่า ผู้ซึ่งเลขาธิการแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน จึงมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานซึ่งได้รับมอบหมายให้มีอำนาจตามมาตรา ๑๔ (๓) มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ทั่วราชอาณาจักรและให้มีอำนาจควบคุมผู้ถูกจับตามมาตรา ๑๔ (๓) ไว้เพื่อทำการสอบสวนได้ไม่เกินสามวัน
              ดังนั้น การควบคุมผู้ถูกจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะเจ้าพนักงานย่อมมีระยะเวลาไม่เกินสามวัน อันเป็นอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และไม่นับรวมกับอำนาจการควบคุมผู้ถูกจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของพนักงานสอบสวน
              ประเด็นที่สอง เห็นว่า แม้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ จะไม่ได้มีการบัญญัติเรื่องการควบคุมตัวผู้ถูกจับในคดียาเสพติดไว้โดยเฉพาะ แต่มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัตินิยามคำว่า "เจ้าพนักงาน" ว่าหมายความว่า เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยที่เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ คือมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ทั่วราชอาณาจักร และมีอำนาจควบคุมผู้ถูกจับไว้เพื่อทำการสอบสวนได้เป็นเวลาไม่เกินสามวัน โดยมิให้ถือว่าการควบคุมผู้ถูกจับดังกล่าวเป็นการควบคุมของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
             ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงมีอำนาจในการควบคุมผู้ถูกจับไว้เป็นเวลาไม่เกินสามวันตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยไม่จำเป็นต้องนำผู้ถูกจับส่งพนักงานสอบสวนในทันทีตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
             หมายเหตุ :- มาตรา ๑๕  "เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการตามมาตรา ๑๔ ให้ถือว่า กรรมการ เลขาธิการ รองเลขาธิการ และเจ้าพนักงานซึ่งได้รับมอบหมายให้มีอํานาจตามมาตรา ๑๔ (๓) มีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ทั่วราชอาณาจักร และให้มีอำนาจควบคุมผู้ถูกจับตามมาตรา ๑๔ (๓) ไว้เพื่อทําการสอบสวนได้เป็นเวลาไม่เกินสามวัน เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวหรือก่อนนั้นตามที่จะเห็นสมควร ให้ส่งตัวผู้ถูกจับไปยังพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อดําเนินการต่อไป ทั้งนี้ โดยมิให้ถือว่าการควบคุมผู้ถูกจับดังกล่าวเป็นการควบคุมของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา"

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ยาเสพติดประเภทเดียวกันเป็นความผิดกรรมเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1807/2545
ป.อ. มาตรา 91
           เจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อเฮโรอีนได้จากจำเลย 2 หลอด และเข้าค้นตัวจำเลยพบเฮโรอีน 11 หลอด และเมทแอมเฟตามีน 18 เม็ด การที่จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน และถูกจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำความผิดต่างชนิดกัน แต่เมื่อเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
           แม้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากันกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก็หาทำให้การกระทำกรรมเดียวกลายเป็นการกระทำหลายกรรมไปได้ไม่

ช่วยค้นหายาเสพติดหลังจากเจ้าพนักงานยึดไว้แล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1353/2545
ป.อ. มาตรา 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66
              แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 กับพวกที่นั่งรถมาด้วยกัน แต่จำเลยที่ 1 ได้โยนทิ้งเสียก่อน
              ต่อมา จำเลยที่ 1 ไปตามจำเลยที่ 2 มาช่วยค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลาง และจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมขณะค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความต่อไปว่า หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ยึดไว้เป็นของกลางทันทีจำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลาง ภายหลังจากที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้แล้ว
              จึงเห็นได้ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบและยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางไป การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงสิ้นสุดลงแล้ว การที่จำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกภายหลังการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1
              ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เพราะการเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ต้องช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดเท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๑๐๙/๒๕๕๗ (แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายยาเสพติด)

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๙/๒๕๕๗
เรื่อง  การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
            โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพื่อปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
            ข้อ ๑  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
             “มาตรา ๕  ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรียกโดยย่อว่า “ป.ป.ส.” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมสรรพากร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อัยการสูงสุด เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินสามคน และเลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ
            ให้คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ”
            ข้อ ๒  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
              “มาตรา ๑๓  ให้คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
                (๑)  กำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย แผนงาน มาตรการ และกลไกในการสกัดกั้น ป้องกันและปราบปราม บำบัดรักษา และแก้ไขปัญหายาเสพติด ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสามารถบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ครบวงจร เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด
                (๒)  กำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางในการประสานความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ หรือองค์การระหว่างประเทศ เพื่อปราบปรามการลักลอบผลิตและค้ายาเสพติด รวมทั้งประสานงานการข่าวเพื่อสกัดกั้นและปราบปรามจับกุมขบวนการและเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ
                (๓) ควบคุม เร่งรัด และประสานงาน เพื่อการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวน สอบสวน ปราบปราม การฟ้องคดี และการบังคับโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด
                (๔) กำหนดสถานะของพื้นที่หรือกลุ่มพื้นที่ในแต่ละปี หรือพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และกำหนดผู้รับผิดชอบในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมกับกำหนดให้มีกลไก โครงสร้าง และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมกับสถานะของปัญหา และให้ส่วนราชการให้การสนับสนุนตามที่ร้องขอ
                (๕) วางโครงการและดำเนินการ ตลอดจนสั่งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด
                (๖) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการหรืองาน แผนงานหรือโครงการของส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด
                (๗) ประสานงานและกำกับเกี่ยวกับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
                (๘) พิจารณาอนุมัติหรือมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งเจ้าพนักงานเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
                (๙) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการและกำหนดให้สถานที่ซึ่งใช้ในการประกอบธุรกิจใด ๆ เป็นสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรการดังกล่าว
                (๑๐) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการให้ความดีความชอบหรือโยกย้ายหรือลงโทษทางวินัยต่อข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตลอดจนขอให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดเร่งรัดการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้ความคุ้มครองแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด
                (๑๑) พิจารณาและดำเนินการจัดสรรงบประมาณด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งกำกับและติดตามการใช้งบประมาณของหน่วยงานดังกล่าว
                (๑๒) สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
                (๑๓) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ”

ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๑๐๘/๒๕๕๗ (การปฏิบัติเพื่อเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟู)

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๘/๒๕๕๗
เรื่อง    การปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยว่ากระทำผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด
เพื่อเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟูและการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู
               เพื่อให้การดำเนินการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดเป็นไปโดยเหมาะสม สมควรกำหนดให้ผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดหรือเสพและมียาเสพติดไว้ในครอบครอง ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดตามบัญชีท้ายประกาศนี้ ซึ่งไม่มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคม ได้รับการบำบัดฟื้นฟูโดยการยินยอม และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องภายหลังผ่านการบำบัดฟื้นฟู รวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้การบำบัดฟื้นฟูเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลสูงสุด คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
              ข้อ ๑  ในกรณีที่ผู้ใดต้องสงสัยว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด หรือเสพและมียาเสพติดไว้ในครอบครองตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดตามบัญชีท้ายประกาศนี้ ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล และไม่มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคม หากผู้นั้นยินยอมเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู ให้เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดดำเนินการให้ผู้นั้นเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู
             ในกรณีที่ผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูปฏิบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกำหนดเกี่ยวกับการบำบัดฟื้นฟู และได้รับการประเมินเป็นผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบออกหนังสือรับรองเพื่อเป็นหลักฐาน
             การนำตัวผู้ต้องสงสัยเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู การบำบัดฟื้นฟู และการประเมินเป็นผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดประกาศกำหนด
             ข้อ ๒  ในกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังว่า ผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูนั้น ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก ให้ส่งตัวผู้นั้นดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
             ข้อ ๓  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จัดตั้งศูนย์เพื่อการคัดกรองผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในทุกอำเภอและทุกเขต และจัดตั้งศูนย์เพื่อประสานการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูในระดับอำเภอหรือเขต และระดับจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร
             ข้อ ๔  ให้ศูนย์เพื่อการคัดกรองผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการคัดกรองและจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการคัดกรองเพื่อจำแนกผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู และการส่งต่อผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูไปยังสถานบำบัดฟื้นฟูหรือสถานที่อื่นตามที่หัวหน้าศูนย์กำหนด ทั้งนี้ ให้กระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานครประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
             ข้อ ๕  ให้ศูนย์เพื่อประสานการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู มีอำนาจหน้าที่จัดระบบดูแลช่วยเหลือ และสนับสนุนผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูในจังหวัดให้มอบหมายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำองค์กรชุมชน อาสาสมัครคุมประพฤติ หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เป็นผู้ติดตามดูแลและช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู สำหรับกรุงเทพมหานครให้มอบหมายผู้อำนวยการเขต ผู้นำองค์กรชุมชน อาสาสมัครคุมประพฤติ หรืออาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ดำเนินการดังกล่าว
             ข้อ ๖  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการบำบัดฟื้นฟู ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องแจ้งชื่อตัวชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ของผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อใช้ในการดำเนินการจัดส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่ดำเนินการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูต่อไป
             ทั้งนี้  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
             ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
                                                                  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
                                                          หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

สรุปสาระสำคัญ - เน้นการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด หรือเสพและมียาเสพติดไว้ในครอบครอง ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดตามบัญชีท้ายประกาศ โดยการสมัครใจเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู แต่จะต้องไม่เป็นผู้ต้องหา หรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล และไม่มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคม เมื่อได้รับการประเมินเป็นผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบออกหนังสือรับรองเพื่อเป็นหลักฐาน แต่ถ้าปรากฏภายหลังว่า ผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูนั้น ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก ก็ให้ส่งตัวผู้นั้นดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จัดตั้งศูนย์เพื่อการคัดกรองผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในทุกอำเภอและทุกเขต และจัดตั้งศูนย์เพื่อประสานการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูในระดับอำเภอหรือเขต และระดับจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร

คำสั่ง ตร. ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการปฏิบัติตาม
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๔๕
-  หนังสือ ตร. ที่ ๐๐๑๑.๒๔/๒๕๕๖ ลง ๑๑ ก.ค.๒๕๕๕ เรื่อง ให้ระบุเลขประจำตัวประชาชนในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด(ฟ.๑)
-  หนังสือ ตร. ที่ ๐๐๑๑.๒๖/๐๓๕๕๑ ลง ๒๒ ก.ย.๒๕๕๓ เรื่อง กำชับการปฏิบัติ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๔๕
-  หนังสือ คด. ที่ ๐๐๐๔.๖/๒๔๕๔ ลง ๑๑ มี.ค.๒๕๔๖ เรื่อง แนวทางการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๔๕ (เพิ่มเติม)  
-  หนังสือ  ตร.ด่วนที่สุด ที่ ๐๐๐๔.๖/๒๑๕๒ ลง ๓ มี.ค.๒๕๔๖ เรื่อง แนวทางการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๔๕

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

กรณีผู้ขับขี่เสพกัญชา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  519/2558
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 92 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง
             พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
            ซึ่งคำว่า “ทั้งนี้” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า “ตามที่กล่าวมานี้” ดังนี้ คำว่า “ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา” จึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่า “ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา” มิใช่ครอบคลุมเฉพาะการเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเท่านั้น
            เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนด ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพกัญชา ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง , 157/1 วรรคสอง

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

หนังสือ อสส. กำหนดแนวทางกรณีผู้ต้องหาเป็นเด็กฟื้นฟูไม่ผ่าน

                                                                         (ครุฑ) 
ที่ อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๔๗๖                                                                       สำนักงานอัยการสูงสุด
                                                                                                             อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ 
                                                                                                             ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ฯ
                                                                                                             ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง
                                                                                                             เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ๑๐๒๑๐ 
                                                        ๑๖  ธันวาคม  ๒๕๕๘
เรื่อง      กำหนดแนวทางปฎิบัติตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๔๕ 
             กรณีผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชน
เรียน     รองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่ายเลขานุการ 
             อัยการสูงสุด อัยการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการและโครงการในพระดำริพระเจ้า
             หลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และผู้อำนวยการสำนักงาน
อ้างถึง  ๑.  หนังสือสำนักงานอัยการสูงสุดด่วนที่สุดที่ อส (สฝปผ.) ๐๐๑๘/ว ๔๖ 
                  ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๖
            ๒.  หนังสือสำนักงานอัยการสูงสุดด่วนที่สุดที่ อส ๐๐๒๗(ปผ.) /ว ๑๒๗ 
                  ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔

              ตามหนังสือที่อ้างถึง ๑ สำนักงานอัยการสูงสุดได้วางระเบียบแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไว้ และตามหนังสือที่อ้างถึง ๒ สำนักงานอัยการสูงสุดได้กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับพนักงานอัยการในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ นั้น
             สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นสมควรกำหนดแนวทางปฎิบัติเพื่อให้การปฏิบัติงานในการดำเนินคดีฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชนเป็นไปแนวทางเดียวกัน ดังนี้
             ๑. กรณีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชนไม่เข้าเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๔ ตั้งแต่แรก กรณีจำต้องมีรายงานการสืบเสาะข้อเท็จจริงของสถานพินิจเพื่อประกอบการพิจารณา
             ๒. กรณีผู้ต้องหาที่เป็นเด็กหรือเยาวชนได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ เด็กหรือเยาวชนได้เข้าสู่การควบคุมของคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มิได้อยู่ในการควบคุมของสถานพินิจ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ ต่อมาภายหลังพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กหรือเยาวชนไม่เป็นที่พอใจและมีคำสั่งให้คืนเด็กหรือเยาวชนให้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป พนักงานสอบสวนย่อมขอผัดฟ้องต่อไปได้ รวมทั้งพนักงานอัยการมีอำนาจยื่นฟ้องเด็กหรือเยาวชนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗๘ แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ โดยไม่ต้องมีรายงานสืบเสาะข้อเท็จจริงของสถานพินิจ
             ๓. ในกรณีตามข้อ ๒ หากพนักงานสอบสวนไม่อาจผัดฟ้องได้ และทำให้พนักงานอัยการไม่อาจฟ้องคดีเด็กหรือเยาวชนได้ทันกำหนดระยะเวลาตาม มาตรา ๗๘ แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ พนักงานอัยการจะฟ้องคดีดังกล่าวได้ จะต้องขออนุญาตอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการผู้มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการหรืออธิบดีอัยการภาคซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๘ เพื่อฟ้อง โดยต้องมีรายงานการสืบเสาะของสถานพินิจเพื่อประกอบการขออนุญาตฟ้องและเพื่อประกอบดุลพินิจในการลงโทษของศาล เพราะเด็กหรือเยาวชนมิได้อยู่ในการควบคุมตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๔๕ อีกต่อไป
              จึงเรียนมาเพื่อทราบและประกอบการพิจารณาในการปฏิบัติราชการต่อไป
                                                                            ขอแสดงความนับถือ
                                                                         นายนิตสิต ระเบียบธรรม
                                                                 รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทน
                                                                                    อัยการสูงสุด

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กรณีไม่ยอมให้ตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒
             "มาตรา ๕๘/๑  ในกรณีจำเป็นและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในเคหสถาน สถานที่ใด ๆ หรือยานพาหนะ ให้พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจตรวจ หรือทดสอบ หรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวอยู่ในร่างกายหรือไม่
              พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ตำแหน่งใด ระดับใด หรือชั้นยศใด จะมีอำนาจหน้าที่ตามที่ได้กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่งทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือจะต้องได้รับอนุมัติจากบุคคลใดก่อนดำเนินการ ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ โดยทำเอกสารมอบหมายให้ไว้ประจำตัวพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายนั้น
              วิธีการตรวจหรือการทดสอบตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ ในประกาศดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีมาตรการเกี่ยวกับการแสดงความบริสุทธิ์ของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ และมาตรการเกี่ยวกับการห้ามเปิดเผยผลการตรวจหรือทดสอบแก่ผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่ปรากฏผลเบื้องต้นเป็นที่สงสัยว่ามียาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกาย จนกว่าจะได้มีการตรวจยืนยันผลเป็นที่แน่นอนแล้ว"
              (มาตรา ๕๘/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๕)

            "มาตรา ๙๒/๑ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามมาตรา ๕๘/๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท"
             (มาตรา ๙๒/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๕)

            (ข้อพิจารณา.-  ตามมาตรา ๕๘/๑ วรรคสอง  รัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวอยู่ในร่างกายหรือไม่ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๘๔) พ.ศ. ๒๕๔๖ เรื่อง กําหนดอํานาจหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
            รัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ตำแหน่งใด ระดับใด มีอำนาจตรวจ หรือทดสอบ หรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวอยู่ในร่างกายหรือไม่ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๘๓) พ.ศ. ๒๕๔๖ เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และกําหนดอํานาจหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
            ตามมาตรา ๕๘/๑ วรรคสาม วิธีการตรวจหรือการทดสอบตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาไว้แล้ว ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมียาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกายหรือไม่ (ดูที่นี่)
            ดังนั้น บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวอยู่ในร่างกายหรือไม่นั้น ย่อมมีความผิดตามมาตรา ๕๘/๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท)

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดมีน้ำหนักน้อย

คำชี้ขาดความเห็นแย้งความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 333/2554)
ป.วิ.อ. พยานบอกเล่า พยานซัดทอด (มาตรา 227/1)
               ร้อยตำรวจเอก ส. ผู้กล่าวหา กับพวกให้การว่าได้ร่วมกันล่อซื้อจับกุมผู้ต้องหาที่ 1 พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 30 เม็ด ของกลางรายการที่ 1 , ยาไอซ์ จำนวน 4 ถุง ของกลางรายการที่ 2 – ที่ 5 และยาไอซ์ จำนวน 4 ถุง ของกลางรายการที่ 6 – ที่ 9
               โดยผู้ต้องหาที่ 1 รับว่าได้รับยาเสพติดของกลางดังกล่าวมาจากผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 เพื่อนำไปส่งให้แก่ลูกค้า ประกอบกับชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาที่ 1 ให้การรับว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนและยาไอซ์ของกลางรายการที่ 1 – ที่ 5 มาจากผู้ต้องหาที่ 3 และรับยาไอซ์ของกลางรายการที่ 6 – ที่ 9 มาจากผู้ต้องหาที่ 2 เพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าบริเวณที่เกิดเหตุ โดยได้เงินค่าจ้างจากผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 คนละ 1,000 บาท โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงสนับสนุนการกระทำความผิดของผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 อีก
               คำให้การชั้นสอบสวนของผู้กล่าวหากับพวกและผู้ต้องหาที่ 1 ดังกล่าว เป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยเฉพาะคำให้การของผู้ต้องหาที่ 1 เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน จึงมีน้ำหนักน้อย เมื่อคดีไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ จึงไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้
               ส่วนการที่ผู้ต้องหาที่ 1 ได้เขียนคำรับสารภาพพาดพิงว่าผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมกันในการกระทำความผิดและชี้ยืนยันภาพถ่ายของผู้ต้องหาที่ 2 และ ที่ 3 ยังไม่อาจถือเป็นพยานหลักฐานอื่นที่จะนำมารับฟัง ประกอบคำซัดทอดเพื่อยืนยันความผิดของผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 พยานหลักฐานที่ปรากฏตามทางสอบสวนยังไม่มั่นคงพอที่จะรับฟังว่า ผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

คำชี้ขาดความเห็นแย้งฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 248/2554)
ป.วิ.อ. การรับฟังพยานซัดทอด (มาตรา 227/1)
             คำให้การซัดทอดของนาย ช. แม้ไม่มีกฎหมายห้ามรับฟัง แต่ก็เป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อย ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง กรณีจะให้มีน้ำหนักรับฟังได้จะต้องมีพยานแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับการกระทำความผิด ที่มีน้ำหนักให้เชื่อถือได้ประกอบคำให้การซัดทอด
             คดีนี้ตามบันทึกการจับกุม นาย ช. ให้การรับสารภาพ แต่ไม่ได้บันทึกว่านาย ช. ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากใคร โดยนาย ช. มาให้การในชั้นสอบสวน และให้การในคดีนี้เพื่อขอรับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 โดยอาศัยหลักฐานจากเครื่องโทรศัพท์ของนาย ช. ที่มีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ต้องหาที่ 1 บันทึกไว้ เมื่อได้มีคำสั่งสอบสวนเพิ่มเติมให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างนาย ช. กับผู้ต้องหาที่ 1 ช่วงวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 แต่ผู้ให้บริการโทรศัพท์แจ้งว่าไม่สามารถทำการตรวจสอบได้
             ดังนั้น พยานหลักฐานโทรศัพท์ของนาย ช. และบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ต้องหาที่ 1 จึงไม่อาจแสดงได้ว่านาย ช.ได้มีการติดต่อกับผู้ต้องหาที่ 1 ในช่วงวันเวลาที่มีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกัน จึงเป็นพยานแวดล้อมที่ห่างไกลกับการกระทำผิด
             ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ทำการตรวจสอบบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาทั้งสองและเครือญาติ ไม่ปรากฏหลักฐานการฝากถอนเงินในบัญชีธนาคารที่ผิดปกติ ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกจับกุมและถูกสอบสวนในวันเดียวกัน ซึ่งผู้ต้องหาที่ 2 ให้การปฏิเสธ ประกอบกับนาย ช. ได้ดูภาพถ่ายของผู้ต้องหาที่ 1 แล้ว ให้การเพียงว่าคล้ายคลึงกับนาย ท. ที่ติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนอย่างมาก
             คดีนี้จึงไม่มีพยานแวดล้อมเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นการกระทำผิดของผู้ต้องหาทั้งสองตามคำให้การของนาย ช. พยานหลักฐานจึงไม่พอฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

พยานเดี่ยวมีน้ำหนักน้อย

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๙๔๗/๒๕๕๔
ป.วิ.อ. การรับฟังพยาน  พยานเบิกความขัดกันเอง (มาตรา ๒๒๗)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ (มาตรา ๑๕ , ๖๖)
               เจ้าพนักงานตํารวจจับกุมจําเลยและยึดเมทแอมเฟตามีน จํานวน ๑๐๐ เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ ๑ เครื่อง เป็นของกลาง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยนําสืบต่อสู้ว่าถูกกลั่นแกล้งและไม่มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยอย่างที่พยานโจทก์กล่าวอ้าง การที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะถูกทำร้าย
              ร้อยตํารวจเอก ก. กับดาบตํารวจ อ. เป็นประจักษ์พยานรู้เห็นการจับกุมจำเลยในคดีล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจําเลยด้วยกัน ร้อยตํารวจเอก ก. เบิกความว่า เมื่อจับกุมจำเลยได้แล้วผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานได้ขึ้นไปตรวจค้นห้องพักของจําเลยไม่พบเมทแอมเฟตามีน แต่ดาบตำรวจ อ. กลับเบิกความว่า พยานพร้อมกับจําเลยได้ขึ้นไปตรวจค้นห้องพักของจําเลยพบเศษเมทแอมเฟตามีนอยู่ในห้องมากพอสมควร พยานได้ยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวส่งให้แก่ร้อยตํารวจเอก ก.
              พยานทั้งสองปากเป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ทําหน้าที่สืบสวนจับกุมความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ น่าจะต้องรู้ดีว่าเมทแอมเฟตามีนที่พบเป็นพยานหลักฐานอันสําคัญที่จะพิสูจน์การกระทําความผิดของจำเลย ไม่น่าที่ร้อยตำรวจ ก. จะไม่ใส่ใจจนถึงกับจําไม่ได้ และเบิกความว่าไม่มีสิ่งของผิดกฎหมายในห้องพักของจำเลย คำเบิกความของพยานสองปากขัดกันในสาระสําคัญ
              การล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนคดีนี้ นัดส่งมอบกันบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งอยู่นอกเขตรับผิดชอบของสถานีตํารวจที่ร้อยตํารวจเอก ก. สังกัดอยู่ การออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตรับผิดชอบต้องกระทําด้วยความระมัดระวังและต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานตํารวจเจ้าของพื้นที่ทราบเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติการต้องบันทึกการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวให้เป็นหลักฐานเพื่อให้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของตนไว้ในบันทึกประจําวันของส่วนราชการของตนด้วย แต่ร้อยตํารวจเอก ก. กลับกระทำโดยไม่ได้มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ไม่มีการแจ้งให้เจ้าพนักงานตํารวจเจ้าของพื้นที่ทราบเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและเกิดเหตุขัดแย้งกันขึ้นได้ โดยอ้างว่าเป็นสายลับให้ตํารวจเจ้าของพื้นที่เกรงว่าจะมีการช่วยเหลือกันทั้ง ๆ ที่ ร้อยตำรวจเอก ก. เบิกความว่า ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนแล้วจะทราบได้อย่างไรว่าจําเลยเคยเป็นสายลับ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงขัดแย้งกันเองและขัดต่อเหตุผลเป็นพิรุธมีเหตุอันควรสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย และฟังไม่ได้ว่ามีการล่อซื้อได้เมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๔๒๘/๒๕๕๓
ป.วิ.อ. การรับฟังพยาน พยานเดี่ยว (มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง)
              เจ้าพนักงานตำรวจที่ไปร่วมจับกุมจำเลยตามบันทึกการจับกุม มีจำนวนถึง ๑๒ คน แต่มีสิบตำรวจตรี ส. ไปซุ่มดูการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเพียงคนเดียว โดยไม่มีเหตุผลว่า เหตุใดจึงมิให้เจ้าพนักงานตำรวจคนอื่น ได้รู้เห็นเหตุการณ์ในฐานะประจักษ์พยานด้วย เมื่อสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานอีกหนึ่งปาก โจทก์ก็ไม่ได้อ้างและนำสืบ ดังนี้ ย่อมเป็นการนำสืบพยานเดี่ยวในกรณีที่สามารถนำสืบพยานคู่ได้ ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสตรวจสอบด้วยการถามค้าน คำเบิกความของสิบตำรวจตรี ส. จึงมีน้ำหนักน้อย
              ส่วนการตรวจค้นบ้าน และพบเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๑๐ เม็ด กับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน ๒๐๐ บาท ปรากฏจากคำเบิกความว่ามีเพียงสิบตำรวจตรี ว. และสิบตำรวจตรี ช. เพียงสองคน แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำสิบตำรวจตรี ช. มาเป็นพยาน ซึ่งเป็นการนำสืบพยานเดี่ยวในกรณีที่สามารถนำสืบพยานคู่ได้ ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสตรวจสอบด้วยการถามค้านเช่นกัน คำเบิกความของสิบตำรวจตรี ว. จึงมีน้ำหนักน้อย
              ก่อนทำการตรวจค้น จำเลยได้ขอให้นาย ย. ผู้ใหญ่บ้านมาเป็นพยาน แต่เจ้าพนักงานตำรวจกลับทำการตรวจค้นไปก่อน ขณะที่ภริยาของจำเลยไปตามนาย ย. จริง แม้ธนบัตรของกลาง ๒๐๐ บาท ที่ตรวจพบจะมีหมายเลขตรงกับสำเนาภาพถ่ายรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีก็ตาม แต่เนื่องจากเอกสารรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงานตำรวจ จึงไม่อาจฟังได้สนิทใจว่า จะไม่มีการลงรายละเอียดในภายหลัง ดังนั้น การตรวจค้นและยึดเมทแอมเฟตามีนกับธนบัตร ๒๐๐ บาท ของกลาง ยังมีความน่าสงสัยอยู่ว่าจะเป็นของจำเลยหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีความน่าสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

พยายามจำหน่ายยาเสพติด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  8646/2554
ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) , 212
ป.อ. มาตรา 80 , 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 , 67 , 100/1 , 102
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7
               โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้จำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 20 เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่าย ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 7,500 บาท จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด ยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ เนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวได้ก่อน
              ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายแล้วว่าจำเลยลงมือกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ แต่กระทำไปไม่ตลอดโดยยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับเพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ก่อน อันเป็นการบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)
             จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 26 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.531 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำเลยแบ่งจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวรวม 3 ครั้ง คือจำหน่ายให้แก่สายลับ 3 เม็ด จำหน่ายให้แก่นาย ว. 3 เม็ด และจำหน่ายให้แก่สายลับ 20 เม็ด แต่ในครั้งหลังนี้ จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ เนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ก่อน
            การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 26 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่แรกแล้ว 1 กรรม ต่อมาเมื่อจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกจำหน่ายรวม 3 ครั้ง ก็เป็นความผิดต่างกรรมอีก 3 กรรม แม้จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ 1 ครั้ง และพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ซึ่งอาจเป็นบุคคลคนเดียวกันดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยในแต่ละครั้งเป็นการกระทำต่างวาระกันและมีเจตนาต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน
            โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกกระทงหนึ่ง และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีโทษทั้งจำคุกและปรับ การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยเพียงอย่างเดียวเป็นการไม่ชอบ โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ทำนองขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นในความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว 5 ปี เป็นลงโทษจำคุก 6 ปี จึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  847/2547
ป.อ. มาตรา 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15
             วันเกิดเหตุนาง บ. เป็นผู้ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย และนัดให้จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งที่ทาวน์เฮ้าส์ที่เกิดเหตุ ต่อมา จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 900 เม็ด ของกลางไปยังสถานที่นัดหมายเพื่อส่งให้นาง บ. ตามที่ตกลงกันไว้ แต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบ จำเลยก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ซึ่งจำเลยฎีกาทำนองว่า ไม่มีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน เพราะไม่มีการตกลงราคาและไม่มีการชำระเงิน ทั้งยังไม่มีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ซื้อ
             ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะถูกจับกุม จำเลยเพียงแต่นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปยังสถานที่นัดหมายเพื่อส่งให้นาง บ. ผู้ซื้อ โดยที่ยังมิได้ส่งมอบแต่อย่างใด การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางระหว่างจำเลยกับนาง บ. จึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 900 เม็ด เท่านั้น
            เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เป็นภัยแก่ประชาชนและสังคมทั่วไป จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมากถึง 1,900 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 31.569 กรัม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ให้จำคุก 30 ปี ก่อนลดโทษนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว
            อนึ่ง ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายแอมเฟตามีนนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันและมิได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบความผิดจึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลย ส่วนกำหนดโทษนั้น เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยพยายามจำหน่ายไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด จึงเป็นความผิดตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งกำหนดโทษในความผิดฐานนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225